หน้าแรก
หลักการและเหตุผล
รับสมัครทุน ป.โท/เอก
โจทย์วิจัยจากภาคอุตสาหกรรม
ทุนเสริมสร้างงานวิจัยภาคอุตสาหกรรม
ดาวน์โหลด
ติดต่อสอบถาม
 

1. หลักการและเหตุผล

1.1 การปรับตัวของภาคอุตสาหกรรมและการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม
ภาคอุตสาหกรรมมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของไทย โดยเฉพาะอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อมซึ่งมีสัดส่วนคิดเป็น 99.8% ของจำนวนวิสาหกิจทั้งประเทศ และเป็น 78.2% ของการจ้างงานของภาคอุตสาหกรรมทั้งหมด ทั้งนี้ จากการประเมินสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงในช่วง 3 ปีแรกของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 10 (2550-2552) โดยสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ สะท้อนให้เห็นว่าผลิตภาพการผลิตโดยรวมของภาคอุตสาหกรรมยังไม่ได้รับการพัฒนาเท่าที่ควร โดยมีการขยายตัวโดยเฉลี่ยเพียง 1.1% และประเทศไทยยังต้องพึ่งพิงการนำเข้าในสัดส่วนที่สูง แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 11 (2555-2559) และแผนแม่บทการพัฒนาอุตสาหกรรมไทย พ.ศ. 2555-2574 จึงได้กำหนดแนวทางในการพัฒนาอุตสาหกรรมเพื่อมุ่งสู่อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ที่สมดุลและยั่งยืนดังนี้

1.ส่งเสริมและพัฒนาธุรกิจไทยให้สามารถเติบโตได้อย่างมีคุณภาพและยั่งยืนโดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม สร้างและพัฒนาบุคลากรที่สอดคล้องกับความต้องการของธุรกิจ ส่งเสริมการยกระดับองค์ความรู้และทักษะผู้ประกอบการ รวมทั้งพัฒนาต่อยอดองค์ความรู้ทั้งด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและความคิดสร้างสรรค์ในการสร้างนวัตกรรม

2. เพิ่มประสิทธิภาพและประสิทธิผลภาคอุตสาหกรรม โดยการพัฒนาปัจจัยพื้นฐานที่ส่งเสริมประสิทธิภาพและยกระดับมาตรฐานการผลิต สนับสนุนการประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมในการสร้างคุณค่าสินค้าอุตสาหกรรม เพื่อลดการนำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ รวมทั้งประสานความร่วมมือการพัฒนาระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน สถาบันการศึกษา และสถาบันเฉพาะทางในการฝึกอบรมบุคลากรให้มีทักษะ มีการใช้ความคิดสร้างสรรค์และองค์ความรู้

3. พัฒนาบุคลากรด้านวิทยาศาสตร์และนักวิจัยให้เพียงพอทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ โดยให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการผลิต และพัฒนาบุคลากรวิจัยในสาขาวิทยาศาสตร์และวิศวกรรมศาสตร์ที่มีบูรณาการการเรียนรู้กับการทำงานจริงในสถานประกอบการ
ทั้งนี้ ในสภาวะที่ค่าจ้างแรงงานของคนไทยมีแนวโน้มสูงขึ้นเป็นลำดับ และการควบคุมในด้านสิ่งแวดล้อมมีความเข้มงวดมากขึ้น การที่อุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อมจะสามารถมีธุรกิจที่แข่งขันได้และมีความยั่งยืน ก็จำเป็นที่จะต้องมีการลงทุนด้านวิจัย และพัฒนาเพื่อให้ได้มาซึ่งเทคโนโลยีที่มีความก้าวหน้าสูงขึ้น ทั้งนี้ การลงทุนในด้านการวิจัยและพัฒนามีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการได้มาซึ่งบุคคลากรที่มีความชำนาญในเรื่องวิจัยและพัฒนา โดยที่ค่าใช้จ่ายในอัตราที่สูงนี้เป็นผลให้ภาคอุตสาหกรรมขนาดกลาง และขนาดย่อมไม่สามารถแบกภาระนี้ไว้ได้ เป็นผลให้ในปัจจุบันอุตสาหกรรมเหล่านี้ไม่ดำเนินการเรื่องเกี่ยวกับการวิจัยและพัฒนาเพื่อประสิทธิภาพ และ/หรือประสิทธิผลของการผลิตเลย ดังนั้น การพัฒนาภาคอุตสาหกรรมโดยเฉพาะการพัฒนาอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม ให้สามารถแข่งขันและพัฒนาอย่างยั่งยืนได้ ภาครัฐบาลมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีส่วนช่วยสนับสนุนภาคอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม ในด้านการวิจัยและพัฒนา และการสร้างกำลังคนสำหรับภาคอุตสาหกรรม ซึ่งนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การวิจัยและนวัตกรรมของรัฐบาลที่ได้แถลงต่อรัฐสภา ก็มีเป้าหมายที่จะเร่งสร้างนักวิทยาศาสตร์ นักวิจัยและครูวิทยาศาสตร์ให้เพียงพอกับความต้องการของประเทศ เพื่อรองรับการพัฒนาประเทศอย่างมั่นคงและนำพาประเทศไทยเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจฐานความรู้แบบสร้างสรรค์และนวัตกรรมใหม่

สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) จึงได้จัดทำ “โครงการพัฒนานักวิจัยและงานวิจัยเพื่ออุตสาหกรรม” เพื่อรองรับกับการปรับตัวของภาคอุตสาหกรรมในระยะต่อไปและการพัฒนาประเทศสู่ระบบเศรษฐกิจฐานความรู้ตามนโยบายของรัฐบาล


1.2 ความต้องการนักวิจัยระดับปริญญาโทและปริญญาเอก
จากแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 11 (2555-2559) ซึ่งมีเป้าหมายที่จะเพิ่มสัดส่วนค่าใช้จ่ายการลงทุนเพื่อการวิจัยและพัฒนาเป็นไม่น้อยกว่าร้อยละ 1.0 และเพิ่มขึ้นเป็นไม่น้อยกว่าร้อยละ 2.0 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศในระยะต่อไป โดยมีสัดส่วนการลงทุนวิจัยและพัฒนาของภาคเอกชนและภาครัฐเพิ่มขึ้นเป็น 70:30 และแผนการเพิ่มจำนวนบุคลากรวิจัยต่อจำนวนประชากร (6 ต่อ 10,000 เป็น 15 ต่อ 10,000 ใน 5 ปี) ของสำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.) ทำให้ประเทศไทยจำเป็นต้องเร่งสร้างและพัฒนาบุคลากรที่มีประสบการณ์ด้านการวิจัยทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ เพื่อรองรับกับแผนการขยายการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาของภาครัฐและภาคเอกชนและแผนการเพิ่มจำนวนนักวิจัย ทั้งนี้ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (Thailand Development Research Institute: TDRI) และ สวทน. ได้ประมาณการความต้องการกำลังคนระดับปริญญาโทและปริญญาเอกด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ตามรูปที่ 1 ซึ่งจะเห็นได้ว่า ประเทศไทยมีความต้องการกำลังคนระดับปริญญาโทและปริญญาเอกด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องและมีความต้องการกำลังคนในปริมาณที่สูงมาก โดยในปี 2559 ความต้องการกำลังคนระดับปริญญาโทมีสูงถึง 24,842 คน และระดับปริญญาเอก 4,007 คน ในขณะที่ในปี 2554 นี้ สามารถผลิตกำลังคนระดับปริญญาโทได้ 9,222 คน และระดับปริญญาเอก 568 คน

 


รูปที่ 1 ความสามารถและความต้องการในการผลิตบุคลากรระดับปริญญาโทและปริญญาเอก

(ที่มา: เอกสารประกอบการประชุมระดมความเห็น เรื่อง “การส่งเสริมบุคลากรวิจัยภาครัฐไปทำงานในภาคอุตสาหกรรม”– กลุ่มมหาวิทยาลัย ของ สวทน.)

หากไม่มีการเร่งสร้างกำลังคนระดับปริญญาโท และปริญญาเอกในสาขาวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยีตั้งแต่บัดนี้ จะทำให้กำลังคนไม่เพียงพอกับความต้องการในอนาคต “โครงการพัฒนานักวิจัยและงานวิจัยเพื่ออุตสาหกรรม” เป็นโครงการหนึ่งที่จะสนองการเพิ่มจำนวนนักวิจัยระดับปริญญาโท และปริญญาเอกให้กับประเทศได้อย่างมีนัยสำคัญ

1.3 การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
ความสามารถในการแข่งขันปัจจุบันของไทยโดยสถาบันการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจที่สำคัญของโลกทั้งสถาบันการจัดการนานาชาติ (International Institute for Management Development: IMD) และการประชุมเวทีเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum: WEF) มีข้อสรุปตรงกันว่า ประเทศไทยยังมีความอ่อนแอด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยมีตัวชี้วัดหลักที่สำคัญตัวหนึ่งคือ จำนวนบุคลากรทางการวิจัยและพัฒนา และจากแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 ซึ่งมีเป้าหมายที่จะเลื่อนอันดับความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศโดย IMD เป็นอันดับที่ 16 ของโลก (จากในปี 2554 ซึ่งอยู่ในอันดับที่ 27) และเพิ่มอันดับความสามารถในการประกอบธุรกิจให้เป็น 1 ใน 10 ของโลกนั้น
ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องเพิ่มจำนวนบุคลากรด้านการวิจัยและพัฒนาให้มากขึ้นทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ ร่วมกับการพัฒนาตัวชี้วัดอื่น ๆ ที่มีผลต่อการพิจารณาจัดอันดับความสามารถในแข่งขันของประเทศ จึงจะมีศักยภาพที่จะเลื่อนอันดับความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจของประเทศโดย IMD ตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11

“โครงการพัฒนานักวิจัยและงานวิจัยเพื่ออุตสาหกรรม” เป็นโครงการหนึ่งที่สามารถเพิ่มจำนวนบุคลากรด้านการวิจัยและพัฒนาให้กับประเทศได้อย่างมีนัยสำคัญ


2. วัตถุประสงค์
2.1 เพื่อสนับสนุนการผลิตนักวิจัยที่มีคุณวุฒิระดับปริญญาโท และปริญญาเอกรองรับความต้องการภาคอุตสาหกรรม ตลอดจนการพัฒนาบุคลากรในภาคอุตสาหกรรม โดยใช้โจทย์วิจัยจากภาคอุตสาหกรรม
2.2 เพื่อสนับสนุนการสร้างงานวิจัยเพื่อแก้ปัญหาหรือพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ ๆ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และส่งผลให้เกิดความยั่งยืนของภาคอุตสาหกรรม
2.3 เพื่อเป็นกลไกสนับสนุนให้เกิดความร่วมมือระหว่างสถาบันอุดมศึกษาและบริษัทอุตสาหกรรมขนาดกลาง และขนาดย่อมเพื่อการดำเนินกิจกรรมวิจัย และพัฒนาอย่างยั่งยืน
2.4 เพื่อสนับสนุนให้เกิดเครือข่ายความร่วมมือด้านการวิจัยระหว่างนักวิจัยในสถาบันอุดมศึกษาและนักวิจัยในภาคอุตสาหกรรม ตลอดจนนักวิจัยในต่างประเทศ

3. เป้าหมาย
3.1 สร้างนักวิจัยระดับปริญญาโท จำนวน 11,400 คน ระดับปริญญาเอก 10,500 คน
3.2 สร้างผลงานวิจัยที่แก้ประเด็นปัญหา/สร้างนวัตกรรมใหม่ให้แก่ภาคอุตสาหกรรม โดยเป็นผลงานวิจัยจากวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาโท จำนวน 11,400 เรื่อง ระดับปริญญาเอก จำนวน 10,500 เรื่อง และจากโครงการวิจัยจำนวน 1,050 โครงการ
3.3 สร้างความร่วมมือระหว่างสถาบันอุดมศึกษาและบริษัทอุตสาหกรรมขนาดกลาง และขนาดย่อมเพื่อการดำเนินกิจกรรมวิจัย และพัฒนาอย่างยั่งยืน
3.4 สร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านการวิจัยระหว่างนักวิจัยในมหาวิทยาลัยและนักวิจัยในภาคอุตสาหกรรม ตลอดจนนักวิจัยในต่างประเทศ อย่างน้อย 400 เครือข่าย
3.5 ผลักดันผลงานวิจัยให้เกิดการนำไปใช้ประโยชน์

4. แนวทางหลักในการดำเนินการ
4.1 การสนับสนุนทุนวิจัยเพื่อสร้างผลงานวิจัย พร้อมกับนักวิจัยระดับปริญญาโท
เป็นการให้ทุนวิจัยซึ่งมีโจทย์วิจัยมาจากภาคอุตสาหกรรมแก่อาจารย์ที่ปรึกษาโดยมีนักศึกษาระดับปริญญาโทเป็นผู้ช่วยวิจัย ทุนละประมาณ 300,000 บาท เพื่อเป็นค่าหน่วยกิต ค่าวิจัย ค่าใช้จ่ายประจำเดือนนักศึกษา และค่าตอบแทนอาจารย์ที่ปรึกษา

4.2 การสนับสนุนทุนวิจัยเพื่อสร้างผลงานวิจัย พร้อมกับนักวิจัยระดับปริญญาเอก
เป็นการให้ทุนวิจัยซึ่งมีโจทย์วิจัยมาจากภาคอุตสาหกรรมแก่อาจารย์ที่ปรึกษาโดยมีนักศึกษาระดับปริญญาเอกเป็นผู้ช่วยวิจัย ทุนละประมาณ 1,700,000 บาท เพื่อเป็นค่าหน่วยกิต ค่าวิจัย ค่าใช้จ่ายประจำเดือนนักศึกษา ค่าตอบแทนอาจารย์ที่ปรึกษา และค่าเดินทางต่างประเทศสำหรับอาจารย์ที่ปรึกษา นักศึกษา และอาจารย์ที่ปรึกษาต่างประเทศ ในกรณีที่นักศึกษาไปทำวิจัยในต่างประเทศช่วงระยะเวลาหนึ่ง

4.3 การสนับสนุนทุนวิจัยเพื่อสร้างผลงานที่เป็นนวัตกรรมหรือแก้ปัญหาในภาคอุตสาหกรรม
เป็นการให้ทุนสนับสนุนการสร้างงานวิจัยเพื่อแก้ปัญหาของภาคอุตสาหกรรมหรือเพื่อสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ โดยมีประเด็นปัญหาจากภาคอุตสาหกรรม ทุนละประมาณ 5 ล้านบาท เพื่อเป็นทุนวิจัยและค่าตอบแทนนักวิจัย โดยภาคอุตสาห กรรมจะมีส่วนร่วมสนับสนุนทุนด้วย

4.4 การสนับสนุนการสร้างเครือข่ายนักวิจัยระหว่างนักวิจัยในสถาบันอุดมศึกษาและนักวิจัยใน ภาคอุตสาหกรรม ตลอดจนนักวิจัยในต่างประเทศ
เป็นการสนับสนุนและส่งเสริมให้นักวิจัยในสถาบันอุดมศึกษาและนักวิจัยในภาคอุตสาหกรรม ตลอดจนนักวิจัยในต่างประเทศเกิดความร่วมมือในลักษณะเครือข่าย

5. แผนการให้ทุน
โดยมีการกำหนดสาขาวิชาที่จะให้ทุนตามกลุ่มอุตสาหกรรมโดยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ดังนี้

1. สาขาวิชาในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 11 แผนแม่บทการพัฒนาอุตสาหกรรมไทย พ.ศ. 2555-2574 และโครงการ Flagship แผนบริหารราชการแผ่นดิน โดยมีสัดส่วนของจำนวนทุนประมาณ 70%-80% ของจำนวนทุนในแต่ละปี ในกลุ่มสาขาอุตสาหกรรมดังนี้
   
  สาขาอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญเร่งด่วน
    อุตสาหกรรมแปรรูปเกษตร
- อุตสาหกรรมยางและผลิตภัณฑ์ยาง
- อุตสาหกรรมแปรรูปสินค้าเกษตร
(ข้าว มันสำปะหลัง อ้อยและน้ำตาล ธัญพืช น้ำมันพืช อาหารสัตว์ ไก่ หมู วัว กุ้ง ปลา ผัก ผลไม้)
    อุตสาหกรรมหนัก
- อุตสาหกรรมเครื่องจักรและโลหะการ
(เครื่องจักรแปรรูปการเกษตร เครื่องจักรอัตโนมัติอุตสาหกรรม)
- อุตสาหกรรม Bio-Plastic
- อุตสาหกรรมพลังงานทดแทน
- อุตสาหกรรม Recycle
    อุตสาหกรรมเบา
- อุตสาหกรรมยา ยาสมุนไพรและเวชภัณฑ์
    อุตสาหกรรมบริการและขนส่ง
- อุตสาหกรรมเสริมสร้างสุขภาพ ชีวเวชศาสตร์และสปา
- อุตสาหกรรมบริการ
(ท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมต่อเนื่อง ไปรษณีย์และโทรคมนาคม การเงิน อสังหาริมทรัพย์ให้เช่าสินทรัพย์ การวิจัยและพัฒนา การอำนวยการ)
  สาขาอุตสาหกรรมที่มีความสำคัญในลำดับรอง
    อุตสาหกรรมแปรรูปเกษตร
- อุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม
    อุตสาหกรรมหนัก
- อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์
- อุตสาหกรรมเคมีภัณฑ์
- อุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์และอุปกรณ์ขนส่ง
- อุตสาหกรรมพลาสติก
    อุตสาหกรรมเบา
- อุตสาหกรรมกระดาษและสิ่งพิมพ์
- อุตสาหกรรมไม้และเครื่องเรือน
- อุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม
- อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ
- อุตสาหกรรมเซรามิกส์
- อุตสาหกรรมรองเท้าและผลิตภัณฑ์หนัง
    อุตสาหกรรมบริการและขนส่ง
- อุตสาหกรรมก่อสร้าง
- อุตสาหกรรมขนส่งและโลจิสติกส์ (การขนส่งระบบราง)
    อุตสาหกรรมสร้างสรรค์
- อุตสาหกรรมภาพยนตร์
- อุตสาหกรรมโฆษณา
- การให้บริการสถาปัตยกรรม
- ซอฟต์แวร์และดิจิตอลคอนเทนต์
    อุตสาหกรรมอื่น ๆ
- การบริหารจัดการน้ำ
   
หมายเหตุ 1 เป็นสาขาวิชาอุตสาหกรรมซึ่งหน่วยงานเสนอความต้องการตรงกัน และตรงกับการศึกษาความต้องการกำลังคนด้านวิจัยในภาคอุตสาหกรรมรายสาขาของ สวทน.
    2 เป็นสาขาวิชาอุตสาหกรรมที่มีความต้องการบุคลากรด้านการวิจัยและพัฒนามากที่สุดใน 5 ลำดับแรกจากการสำรวจของ สวทน.
     
2. สาขาวิชาในอุตสาหกรรมอื่น ๆ ที่อยู่นอกเหนือกลุ่มที่ 1 โดยมีสัดส่วนของจำนวนทุนประมาณ 20%-30% ของจำนวนทุนในแต่ละปี
     
     
6. เงื่อนไขการศึกษาและหลังสำเร็จการศึกษา
  หากนักศึกษาที่ได้รับทุนไม่สามารถศึกษาจนสำเร็จการศึกษาและไม่มีผลงานที่อุตสาหกรรมจะนำไปใช้ประโยชน์ได้ โดยไม่มีเหตุผลอันสมควร นักศึกษาจะต้องชดใช้ทุนที่ได้รับไปในส่วนที่เป็นค่าใช้จ่ายเกี่ยวข้องกับนักศึกษาและการวิจัย
เมื่อนักศึกษาสำเร็จการศึกษาแล้ว จะไม่มีข้อผูกมัดในการทำงานชดใช้ทุนในภาครัฐ เนื่องจากโครงการฯ มีวัตถุประสงค์ในการผลิตนักวิจัยแก่ภาคอุตสาหกรรม แต่จะต้องทำงานในประเทศไทยเป็นระยะเวลาอย่างน้อยเท่ากับระยะเวลาที่ได้รับทุน หากไม่ปฏิบัติตามนี้ จะต้องชดใช้เป็นเงินจำนวน 2 เท่าของทุนที่ได้รับไป ซึ่งอาจลดลงตามสัดส่วนของการปฏิบัติตามข้อผูกมัด
บัณฑิตส่วนมากควรจะสามารถหางานได้ในภาคอุตสาหกรรมที่ตนได้ทำวิจัย เนื่องจากมีความเชี่ยวชาญและเข้าใจปัญหาของอุตสาหกรรมในสาขานั้น ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริษัทขนาดใหญ่และบริษัทขนาดกลางอีกจำนวนหนึ่งที่คาดการณ์ว่าจะมีการขยายการลงทุนในด้านวิจัยและพัฒนา จะสามารถดูดซับบัณฑิตเหล่านี้ได้  อนึ่ง บัณฑิตส่วนหนึ่งน่าจะสามารถทำงานเป็นที่ปรึกษาแก่บริษัทขนาดกลางและขนาดเล็กที่ยังไม่สามารถตั้งหน่วยวิจัยและพัฒนาเองได้  ทั้งนี้ หากพิจารณาจำนวน SME ในประเทศซึ่งมีหลายล้านราย จำนวนบัณฑิตที่โครงการนี้สร้างขึ้น จะเป็นสัดส่วนที่น้อย  นอกจากนี้หากพิจารณาประเทศอื่น ๆ เช่น เกาหลี ไต้หวัน และญี่ปุ่น ซึ่งมีการลงทุนวิจัยและพัฒนาต่อ GDP และมีนักวิจัยต่อประชากร สูงกว่าประเทศไทยเป็นสิบเท่า จะสามารถประมาณการได้ว่า ตลาดงานจะสามารถรองรับบัณฑิตเหล่านี้ได้อย่างแน่นอน
     
7. ผลที่คาดว่าจะได้รับ
  1. ผลโดยตรง
    1. การสร้างนักวิจัยให้แก่ภาคอุตสาหกรรมและการพัฒนาบุคลากรในภาคอุตสาหกรรม
    2. การผลิตผลงานวิจัยที่เป็นประโยชน์ต่อภาคอุตสาหกรรม
    3. การได้ผลงานวิจัยที่สามารถใช้ประโยชน์ได้ในเชิงพาณิชย์
    4. การร่วมมือระหว่างสถาบันอุดมศึกษาและภาคอุตสาหกรรมและการร่วมมือระหว่างนักวิจัย
    5. การสร้างเครือข่ายนักวิจัย เครือข่ายอุตสาหกรรม และเครือข่ายร่วม
     
  2. ผลกระทบ
    1. การยกระดับอุตสาหกรรมไทยไปสู่อุตสาหกรรมที่ใช้ความรู้เป็นฐานในการผลิต
    2. อุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อมของไทยสามารถพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันได้สูงขึ้น
    3.การประหยัดงบประมาณให้กับประเทศ เนื่องจากการสร้างนักวิจัยระดับปริญญาโทและปริญญาเอกในประเทศมีค่าใช้จ่ายต่ำกว่าการส่งนักศึกษาไปศึกษาปริญญาโทและปริญญาเอกที่ต่างประเทศหลายเท่า อีกทั้งวิทยานิพนธ์ที่ทำในประเทศไทยจะเป็นประโยชน์แก่ประเทศโดยตรง
    4. การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ
     
     


โครงการพัฒนานักวิจัยและงานวิจัยเพื่ออุตสาหกรรม
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย ชั้น 14 อาคาร SM Tower

เลขที่ 979/17-21 ถนนพหลโยธิน สามเสนใน พญาไท กรุงเทพฯ 10400
โทรศัพท์ : 0-2278-8226 , 0-2278-8200 ต่อ 8351, 8352, 8353 โทรสาร : 0-2298-0452
อีเมล์ : trfrri@trf.or.th